
เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของปริมาณผู้โดยสารทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ จะมียอดจองการเดินทางเข้าไทยสูงถึง 50% ของปริมาณผู้โดยสารในปี 2562 และคาดว่าปีนี้จะมีผู้โดยสารเข้าไทยสูงถึง 22 ล้านคน และขยายตัวต่อเนื่องจนกระทั่งในปี 2568 จะมีปริมาณการเดินทางของผู้โดยสารกลับมาเทียบเท่าก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับปริมาณผู้โดยสารที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นนั้น ทอท.ได้กำหนดเตรียมเปิดให้บริการอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ “อาคารเทียบเครื่องบินรองหลังที่ 1” หรือแซทเทิลไลท์ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในเดือน เม.ย.2566 เพิ่มศักยภาพของท่าอากาศยานดังกล่าวรองรับผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้นอีก 15 ล้านคน จากเดิม 45 ล้านคนต่อปี เป็น 60 ล้านคนต่อปี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มระยะห่างให้กับผู้โดยสาร ปรับตัวต่อการเดินทางแบบวิถีใหม่ (New Normal)
สำหรับอาคารแซทเทิลไลท์ เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิระยะที่ 2 ปีงบประมาณ 2554-2560 วงเงินลงทุนกว่า 39,760 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2559 โดยมีลักษณะเป็นอาคาร 4 ชั้น พื้นที่ประมาณ 216,000 ตารางเมตร มีจำนวนประตูทางออกที่เชื่อมต่อกับหลุมจอดประชิดอาคาร 28 หลุมจอด สามารถจอดอากาศยานขนาด CODE F เช่น A380 ได้ 8 หลุมจอด และอากาศยานขนาด CODE E เช่น Boeing 747 ได้ 20 หลุมจอด
ส่องอาคารใหม่ “สุวรรณภูมิ” ทอท.เปิดใช้พร้อม รถไฟฟ้าไร้คนขับ

นอกจากนี้ อาคารแซทเทิลไลท์ยังออกแบบตัวอาคารให้มีความเป็นไทยเพิ่มเติมอีก อาทิ ฝ้าอาคารใช้ลายจักสานและลายผ้าไหม เสาภายในอาคารใช้รูปแบบของตัวค้ำยันและใช้รูปทรงของพญานาค รวมไปถึงผนังภายในอาคารออกแบบด้วยลายกระเบื้องศิลาดล
ทั้งนี้อาคารเทียบเครื่องบินรองมีลักษณะเป็นอาคาร 4 ชั้น โดยแบ่งพื้นที่ใช้สอย ดังนี้
ชั้น B2 สถานีขนส่งผู้โดยสาร (APM Station)
ชั้น B1 ชั้นลำเลียงกระเป๋าและสัมภาระ (Baggage Handling)
ชั้น GF ชั้นลานจอดเครื่องบิน (Apron Level) โดยชั้นนี้เป็นชั้นที่มีรถบัสรับ-ส่ง, มีโถงพักคอย และ Office ของเจ้าหน้าที่
ชั้น 2 ชั้นผู้โดยสารขาเข้า (Arrival Level)
ชั้น 3 ชั้นผู้โดยสารขาออก (Departure Level)
ชั้น 4 ชั้นบริการผู้โดยสารพิเศษ (VIP Lounges Level)


ขอบคุณข้อมูลจาก : Bangkokbiznews.com